วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บรรยากาศทริปถ่ายภาพสุดมันส์ OPPO Find7 Find more Photohunting

บรรยากาศทริปถ่ายภาพสุดมันส์  Find7 Find more Photohunting
OPPO ร่วมกับ  Photo Hut Group ได้คัดเลือกช่างภาพจากกิจกรรม Photohunting จำนวน 100 ท่านไปร่วมทริปถ่ายภาพ ทริป OPPO Find7 Find more Photohunting เมื่อวันที่ 19-20 กรกฏาคมที่ผ่านมา
โดยกิจกรรมนี้ทาง OPPO และ Photo Hut Group ได้พาผู้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ด้วยสมาร์ทโฟน OPPO Find 7 เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพของกล้องว่าสามารถถ่ายภาพในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งการถ่ายภาพในที่แสงน้อย, ถ่ายภาพที่มีความคมชัดสูง หรือการถ่ายแสงไฟที่สวยงาม โดยมีตัวอย่างการถ่ายภาพ เช่น
1.     ทดสอบการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยที่ถ้ำเขาหลวง
2.     ทดสอบถ่ายภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสดใสที่ Santorini Park
3.     ทดสอบการถ่ายภาพทิวทัศน์ทั่วไปที่ Valencia หัวหิน
4.     เดินทางไปที่พักที่ Springfield @Sea Resort ชะอำเพื่อถ่ายภาพนางแบบสุด Sexy กลางสระว่ายน้ำ
5.     ทดสอบระบบ Slow Shutter ด้วยการถ่ายภาพการแสดงการควงไฟเวลากลางคืน
และหลังจากสิ้นสุดกิจกรรมก็ให้ผู้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกปริ้นภาพที่ตัวเองมั่นใจเพื่อส่งเข้าประกวดและให้คณะกรรมการผู้ทรงเกียรติจาก OPPO และ  Photo Hut Group ร่วมกันตัดสินซึ่งได้ผลออกมาดังนี้
รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 คุณดวงพร ธีรกุลวานิช
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 คุณทศพร สโรภาพ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คุณชวลิต เก้าวงศ์วาน
รางวัลชมเชย 5 รางวัล
คุณกัมพล คุ้มวงษ์
คุณภูมิพัฒน์ ลิ้มสมบัติตระการ
คุณสิริสุข จำปาทิพย์
 
คุณกฤษณะ เสนนอก
คุณรณชัย ปาลาศ
ซึ่งกิจกรรรมทั้งหมดก็เป็นไปอย่างสนุกสนานพร้อมทั้งยังได้เห็นประสิทธิภาพของกล้องจาก Find 7  ที่ผู้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกได้ถ่ายภาพมาอย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะการไหนๆ ซึ่งถ้าใครสนใจ OPPO Find 7 ที่มีราคา 19,990 บาท ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของผ่าน OPPO Shop และร้านจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนชั้นนำทั่วประเทศ

ที่มา: thaizones-hitech

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โพสต์แบบไหนที่ไม่มีใครอยากอ่าน!!

โพสต์แบบไหนที่ไม่มีใครอยากอ่าน!!
ถึงเราจะคุ้นเคยกับ Social Network มาหลายปีแต่ยังมีกรณีศึกษาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุที่ต้องขึ้นเวทีเสวนาเรื่องนี้เป็นประจำ เลยขอเอา 10 ข้อคิดก่อน โพสต์พลีชีพ มาฝากครับ
     1. สวนกระแสอยากดัง ระวังดับกลางอากาศ ตัวอย่างจากกรณีน้องแก้มที่สังคมกำลังโศกเศร้า แต่ดันไปถามว่า น้องเค้าแต่งตัวโป๊มั้ย อ่อยผู้ชายรึเปล่า คอมเมนต์แบบนี้โดนประนามทั่วสารทิศจนต้องปิด account หนีไปหลายรายแล้วครับ
     2. นินทาเจ้านาย ถึงจะฉลาดพอที่จะตั้งค่าเอาไว้ไม่ให้นายเห็น แต่รับรองว่าเพื่อนตัวดีแอบเก็บหน้าจอเอาไว้เรียบร้อยพร้อมส่งถึงมือเจ้านายในวันประเมินผลแน่นอนเพราะไม่มีอะไรดีไปกว่าการตัดกำลังคู่แข่งทีเผลอแบบนี้
     3. โพสต์อวดรู้ คนดังหลายๆ คน เคยดับมาแล้วเมื่อโพสต์อะไรที่บ่งบอกถึงความฉลาด (น้อย) เช่นยืนยันกับคนอื่นๆ ว่าไททานิคเป็นแค่หนังไม่เคยมีเรื่องจริงเกิดขึ้น หรือสุขสันต์วันเกิดครบรอบ 2014 ปีของโลกใบนี้ (ทำไปได้...)
     4. ขยันส่งข่าวลือ ไม่ว่าจะเป็นกินวิตามินซีกับกุ้งแล้วจะตายทันที หรือโค้กกัดกระเพาะคนตายเพราะมีกรดรุนแรงขนาดล้างห้องน้ำได้ ฯลฯ อันนี้ก็โดน unfriend ไปหลายคนเพราะน่ารำคาญครับ
     5. โพสต์ลั้ลลาในวันลาป่วย เช่นถ่ายรูปแพลงกิ้งบนยอดเขา รับรองว่าคุณงานเข้าแน่ถ้าคนในบริษัทมาเห็นเข้า เพราะเป็นกรณีไล่ออกมาแล้วหลายที่ครับ
     6. ฟ้องกระจายไม่อายชาวโลก ตกเครื่องบินเพราะไปสายก็เอามาโพสต์ด่าสายการบิน อันนี้เงิบมาแล้วหลายคนเพราะชาวประชาเข้าใจดีครับกฏการบินเขาเป็นอย่างไร
     7. อ้อนวอนขอไลค์ ขอความเห็นใจช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก กดไลค์ยิ่งมากยิ่งได้บริจาคเยอะ (ใครให้ก็ไม่รู้) อย่าเอาความน่าสงสารมาเรียกคะแนนให้ตัวเองเลยครับ
     8. ปัญหาภายในบ้าน แม่ทะเลาะกับน้า อาเป็นเกย์ ฯลฯ บางเรื่องเอามาปรึกษากันได้ แต่บางเรื่องมันชวนอึดอัดนะครับ แค่รู้ในบ้านก็พอ
     9. เกรียนไม่เลือกที่ โพสต์ระรานบนหน้า wall ของคนอื่น อันนี้ไม่ต้องพูดมากครับ เสียมารยาทอย่างร้ายแรง แต่มีให้เห็นเป็นประจำ
     10. พิมพ์ผิด ชีวิตเปลี่ยน... จะชมสาวฝรั่งว่า Nice Dimple (ลักยิ้มสวยจัง) ดันพิมพ์เป็น Nipple (หัวนมสวยจัง) อันนี้นอกจากติดเรทแล้วยังโดน block ตลอดชีพไปอีก ต้องตรวจก่อนโพสต์เสมอครับ
เครดิต : ปฐม ARiP
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เคล็ด (ไม่) ลับ ในการเลือกซื้อแท็บเล็ต แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา

เคล็ด (ไม่) ลับ ในการเลือกซื้อแท็บเล็ต แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา
ปัญหาการเลือกซื้อ แท็บเล็ต () ก็เหมือนกับการเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ ครับ เพราะจะเกิดคำถามเดียวกันว่าควรจะซื้อรุ่นไหนมาใช้งานดี ถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด
ซึ่งปัจจุบัน มีแท็บเล็ตออกมาให้เลือกซื้อกันอย่างมากมาย ด้วยสเปค และราคาที่ต่างกันไป อีกทั้ง ยังมีให้เลือกถึง 3 ระบบปฏิบัติการด้วยกัน ได้แก่ iOS อย่าง iPad, Android และ Windows Phone มาดูกันครับว่า หลักในการเลือกซื้อ แท็บเล็ต มีปัจจัยอะไรบ้าง
ซื้อแท็บเล็ตไปเพื่ออะไร?
แม้ว่าปัจจุบัน กระแสของแท็บเล็ต จะเริ่มเข้ามาแทนที่ โน้ตบุ๊ค หรือ แล็ปท็อป กันบ้างแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า ในบางครั้ง แท็บเล็ต ยังไม่สามารถแทนที่ โน้ตบุ๊ค ได้ 100% แม้ว่า แท็บเล็ต จะสามารถพกพาได้อย่างคล่องตัวกว่า แต่ถ้าพูดในแง่ของการใช้งานจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องของงานเอกสาร การทำผ่าน โน้ตบุ๊ค น่าจะสะดวกกว่ามาก เพราะมีฟังก์ชันให้ใช้งานมากกว่า แต่ถ้าหากพูดในแง่ของ Media Consumption หรือการใช้งานเพื่อความบันเทิง เช่น อ่านเว็บไซต์, เล่นเกม, ดูหนัง, ฟังเพลง ถือว่า ในจุดนี้ แท็บเล็ต ตอบโจทย์ได้มากทีเดียว บวกกับคุณสมบัติในการพกพาได้ง่ายแล้ว น่าจะทำให้เป็นจุดที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี หลายๆ ท่านซื้อ แท็บเล็ต เพราะตามกระแส ไม่สนใจว่า สเปคเป็นอย่างไร ขอแค่มี และราคาถูก สุดท้าย ก็กลายเป็นที่ทับกระดาษดีๆ เนื่องจากใช้งานไม่คุ้มเท่าที่ควร ฉะนั้น ควรจะต้องตอบคำถามตัวเองก่อนว่า อยากได้ แท็บเล็ต ไปใช้งานด้านไหนกันแน่
เลือกระบบปฏิบัติการที่ถูกใจ
คงจะเคยได้ยินกันมาบ้างใช่หรือไม่ครับว่า iOS เสถียรกว่า Android หรือ Android ดีกว่า iOS จริงๆ แล้ว ระบบปฏิบัติการใด จะดีที่สุด อยู่ที่ตัวผู้ใช้งานเป็นหลักมากกว่า หลายๆ ท่านที่เลือก iOS ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ มีแอปพลิเคชันให้เลือกใช้มากมาย ส่วนท่านที่เลือก Android เพราะชอบการปรับแต่ง มี Widget ให้เลือกใช้ หรือจะเป็น Windows 8 ที่เน้นใช้งานเอกสารพวก Office จะสะดวกกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีระบบปฏิบัติการไหนดีที่สุด อยู่ที่ตัวผู้ซื้อเองว่า ชอบอะไรครับ
ขนาดหน้าจอ และความจุในตัวเครื่อง
ปัจจุบัน แท็บเล็ต มีขนาดหน้าจอให้เลือกตั้งแต่ 7-11 นิ้ว ยิ่งเลือกหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น แม้จะได้พื้นที่ในการใช้งานมากขึ้นก็จริง แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากขึ้นกว่ารุ่นหน้าจอเล็ก และทำให้การพกพาลำบากขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งวิธีการเลือกซื้อว่า ขนาดหน้าจอเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของเรา ง่ายๆ ครับ แค่ไปทดลองเล่นด้วยตัวเอง ตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายต่างๆ เพื่อให้เบื้องต้น สามารถรับรู้ได้ว่า เมื่อหยิบจับมาแล้ว รู้สึกอย่างไร
ส่วนอีกเรื่องที่ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญต่อการเลือกซื้อ แท็บเล็ต ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ความจุในตัวเครื่อง ปัจจุบัน แท็บเล็ต มีให้เลือกตั้งแต่ 8 GB ไปจนถึง 128 GB ซึ่งบางรุ่น สามารถใส่หน่วยความจำภายนอกแบบ microSD card ได้ด้วย ฉะนั้น ผู้ใช้งานจะต้องรู้ใจตัวเองก่อนว่า เป็นคนที่ใช้งานในระดับไหน ชอบลงแอปพลิเคชันเยอะ ลงเกมเยอะๆ มีรูปเยอะ ดูหนัง ฟังเพลง ก็จัดไปเลย 32 GB หรือ 64 GB แต่ถ้าหากเล่นแบบ แอปฯ นิดๆ เกมหน่อยๆ แค่ 16 GB ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่สำหรับ Android tablet บางรุ่น ที่เพิ่ม microSD card ได้ ให้ซื้อรุ่นความจุ 16 GB เนื่องจากราคาถูกกว่า แต่ซื้อ microSD card มาใส่เพิ่มทีหลัง จะช่วยประหยัดเงินไปได้มาก แต่สำหรับ iPad จะต้องเลือกให้เหมาะสมตั้งแต่แรก เพราะไม่สามารถเพิ่ม microSD card ได้ครับ
ซื้อแค่รุ่นรองรับ Wi-Fi หรือรองรับ 3G ดี?
แท็บเล็ตที่รองรับได้ทั้ง Wi-Fi และ 3G ในตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องพกพา แท็บเล็ต ไปใช้งานนอกบ้านอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าหากเล่น แท็บเล็ต เฉพาะในบ้าน การเลือกซื้อ แท็บเล็ต ที่รองรับ Wi-Fi เพียงอย่างเดียว น่าจะตอบโจทย์มากกว่า อีกทั้งราคายังถูกกว่ารุ่นที่รองรับทั้ง Wi-Fi + 3G อีกด้วย
และข้างต้นนี้ คือปัจจัยหลักๆ สำหรับการเลือกซื้อ แท็บเล็ต มาใช้งานสักรุ่น ซึ่งประเด็นสำคัญในการเลือกซื้อ อยู่ที่ผู้ใช้เป็นหลักครับว่า ต้องการแท็บเล็ตมาใช้งานประเภทใด รวมไปถึงงบประมาณในกระเป๋าด้วย รุ่นที่สเปคแรง ย่อมมีราคาที่แพงเป็นธรรมดา แต่ในบางครั้ง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แท็บเล็ตสเปคแรงเสมอไปก็ได้ครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ไม่น่าพลาด !! iPhone 6 เปิดตัวกันยายนนี้

ไม่น่าพลาด !! iPhone 6 เปิดตัวกันยายนนี้
เว็บไซต์ Macrumors อ้างว่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ระบุว่าการขนส่ง iPhone 6 จากประเทศจีนไปยังสหรัฐอเมริกา จะเกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม ฉะนั้นโอกาสที่  จะเปิดตัว iPhone6 จะอยู่ที่สัปดาห์แรกหรือสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน ก่อนจะทำการส่งมอบให้กับลูกค้าที่สั่งจองและเปิดขายให้กับลูกค้าในร้านขายปลีกของบางประเทศหลังจากเปิดตัวหนึ่งสัปดาห์
ซึ่งเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นสอดคล้องกับช่วงการเปิดตัว iPhone 5, 5c และ 5s ซึ่งจะเปิดในสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน ก่อนจะวางจำหน่ายจริงในบางประเทศในสัปดาห์ต่อมา
แต่ขณะเดียวกันการเปิดตัว iPhone 6 ยังไม่แน่ชัดว่าจะมาพร้อมกันสองรุ่นหรือไม่ ทั้งขนาด 4.7 และ 5.5 นิ้ว ซึ่งข่าวลือก่อนหน้าระบุว่าการเปิดตัวจะเป็นวันที่ 25 กันยายนนี้ แต่สื่อบางรายทำนายว่าอาจอยู่ในวันที่ 12, 19 และ 26 กันยายนนี้
สำหรับรายละเอียดของ iPhone 6 คร่าวๆจะมีขนาดหน้าจอแสดงผล 4.7 กับ 5.5 นิ้ว ใช้ชิปประมวลผล A8
ที่มา Macrumors
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ระวัง Smartphone ก๊อบปี้จากจีนวางขายพร้อม Malware ในเครื่องมาจากโรงงาน

ระวัง Smartphone ก๊อบปี้จากจีนวางขายพร้อม Malware ในเครื่องมาจากโรงงาน
ปัญหาเรื่อง Malware ใน Android นั้นมีไม่จบไม่สิ้นครับ เนื่องจาก Android เป็นระบบปฎิบัติการสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่มีคนใช้มากที่สุด จึงทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลายที่จะเข้ามาโจรกรรมข้อมูลภายในอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยในปัจจุบันนี้ Malware บนระบบปฎิบัติการ Android ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการฟังตัวมาในเครื่องตั้งแต่ออกจากโรงงานเลยครับ ซึ่งเครื่องที่มีปัญหานี้เป็นเครื่องจากบริษัทผู้ผลิตจีนที่ก๊อบปี้รูปร่างหน้าตาของเครื่องมาจากSamsung Galaxy S4 แบบแยกกันไม่ออก โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Star N9500 ครับซึ่งวางขายทั่วไปในร้านค้าออนไลน์ด้วยราคาเพียง $217 หรือประมาณ 7,161 บาท ผู้ที่ค้นพบ Malware ตัวนี้เป็นนักวิจัยจาก G DAta ซึ่งให้รายละเอียดไว้ว่า Malware ตัวนี้ทำงานในลักษณะของ Trojan ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า Uupay.D ครับ
Uupay.D สามารถที่จะสะสมและคัดลอกข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานจากโทรศัพท์ได้ ที่น่ากลัวไปกว่านั้นมันยังสามารถที่จะสั่งเปิดไมค์เพื่อที่จะคอยติดตามการสนทนาของคุณเมื่อมีการใช้งานโทรศัพท์หรือแม้กระทั่งไม่ได้ใช้งานก็สามารถที่จะทำได้ครับ Uupay.D ยังสามารถที่จะส่งข้อความไปยังบริการพรีเมี่ยมต่างๆ ได้เองโดยที่ผู้ใช้งานไม่สามารถรู้ตัวได้เลยครับ G Data ยืนยันว่า Malware ตัวนี้เป็นโค้ด Malware ที่มาจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง โดยโค้ดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Firmware ด้วยทำให้ยากต่อการกำจัดครับ ทั้งนี้ Star N9500 ถือเป็น smartphone เครื่องแรกที่มาจากผู้ผลิตนี้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดที่จะป้องกันคือไม่หลงซื้อ smartphone ตัวนี้หรือ smartphone ที่มาจากผู้ผลิตใหม่ที่มีราคาถูกผิดปกติครับ
ที่มา : bgr
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ห้ามทำแบบนี้! ถ้าไม่อยากให้แบตเตอรี่บน สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เสื่อมเร็ว

ห้ามทำแบบนี้! ถ้าไม่อยากให้แบตเตอรี่บน สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เสื่อมเร็ว

นอกจากปัญหาเรื่อง แบตหมดเร็ว จะเป็นจุดอ่อนที่ผู้ใช้ทั้ง สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต กังวลแล้ว เรื่องของ แบตเสื่อมเร็วก็ ถือว่า เป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายราย กำลังเผชิญอยู่ด้วยเช่นกัน มีหลายท่านที่ใช้โทรศัพท์ได้ไม่ถึงปี กลับเกิดปัญหาเรื่องของ แบตเสื่อม แถมยังโทษ สมาร์ทโฟน ที่ซื้อมาด้วยว่า ไม่ดี ใช้ไม่ทน แต่กลับไม่ได้มองว่า
เรามีพฤติกรรมการใช้ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต อย่างไร ถูกต้องหรือไม่ โดยในวันนี้ ทีมงาน techmoblog มีวิธีการดูแลแบตเตอรี่ให้เสื่อมช้าลง ด้วยการ ห้ามทำ พฤติกรรมแบบนี้ กับ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ของเรา จะมีข้อห้ามอะไรบ้าง มาชมกันเลยดีกว่าครับ
การชาร์จแบตเตอรี่
การชาร์จแบตเตอรี่ ถือว่า เป็นปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกได้ว่า แบตเตอรี่จะใช้ได้ยาวนาน หรือเสื่อมเร็วขึ้นกว่าเดิม สำหรับแท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน นั้น ควรจะปล่อยให้พลังงานแบตเตอรี่ เหลือเกิน 50% จะดีที่สุด ยิ่งเราปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0% บ่อยๆ ยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วมากขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญ อย่าพยายามชาร์จจนเต็ม 100% เพราะนั่นก็คือเป็นสาเหตุที่ทำให้ แบตเตอรี่ค่อยๆ เสื่อมอายุลง ฉะนั้น ถ้าหากแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับ 40% ก็ควรจะหยิบสายออกมาชาร์จกันได้แล้ว และควรจะชาร์จให้อยู่ที่ระดับ 90% นะครับ อย่าเสียบชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืน หรือถ้าต้องการชาร์จให้เต็ม 100% ควรจะทำแค่เดือนละหนก็พอครับ
ความร้อน
หลายๆ ท่านคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความร้อน คือศัตรูของแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion เลยทีเดียว ยิ่งเราทำให้ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต เย็นมากแค่ไหน ก็จะยิ่งยืดอายุของแบตเตอรี่ได้ยาวนานเท่านั้น โดยความร้อนที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึง การชาร์จแบตเตอรี่บ่อยๆ เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงด้านการใช้งานด้วย โดยเฉพาะการเล่นเกม คงจะสังเกตเห็นกันบ้างว่า ถ้าหากเล่นเกมไปนานๆ ตัวเครื่องจะร้อนขึ้น แล้วยิ่งเล่นเกมไปชาร์จไปด้วย จะถือว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ง่ายเลยทีเดียว ฉะนั้น ขณะที่ใช้งาน ถ้าหากรู้สึกว่า ตัวเครื่องเริ่มร้อน ให้หยุดพักจนตัวเครื่องเย็น แล้วหยิบมาใช้งานต่อ จะช่วยยืดอายุได้นานครับ
อ้อ... อีกอย่างก็คือ การชาร์จแบบไร้สาย จะทำให้แบตเสื่อมได้เร็วกว่า การชาร์จแบบปกติครับ เนื่องจากตัวเครื่อง จะต้องวางอยู่บนแผ่นความร้อนตลอดเวลาที่ทำการชาร์จ ฉะนั้น ถ้าเลี่ยงได้ ควรชาร์จแบตเตอรี่แบบเสียบสายชาร์จ จะดีกว่าครับ
อย่าปล่อยให้แบตหมดจนเหลือ 0%
เลข 0 คืออันตรายสำหรับแบตเตอรี่ครับ ผู้ใช้งานจะต้องคอยสังเกตด้วยว่า อุปกรณ์ของเรา เหลือแบตเตอรี่กี่เปอร์เซ็นต์ อย่าพยายามใช้จนแบตหมด และตัวเครื่องดับลงโดยเด็ดขาด เพราะแบตเตอรี่ประเภท Lithium-ion นั้น เมื่อใดก็ตามที่แบตเหลือ 0% จะเกิดอาการไม่เสถียร และเป็นอันตรายต่อการชาร์จมากทีเดียว
อย่าใช้ที่ชาร์จของปลอม หรือไม่ได้มาตรฐาน
คงจะได้ยินข่าวกันบ่อย เรื่อง iPhone ระเบิดขณะชาร์จ ส่วนใหญ่เป็นเพราะที่ชาร์จแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่นั้น เป็นของปลอมนั่นเอง โดยที่ชาร์จของแท้จากผู้ผลิต ปกติแล้วจะมีวงจรตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อแบตเตอรี่เต็ม 100% แต่สำหรับที่ชาร์จของปลอมนั้น จะทำการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าตลอดเวลา ทำให้ตัวเครื่องร้อน และเป็นสาเหตุทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วอีกด้วยครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

พี่สอนน้อง 10 เหตุผล คนไอทีเลือกงานอย่างไรให้ก้าวหน้า

พี่สอนน้อง... 10 เหตุผล คนไอทีเลือกงานอย่างไรให้ก้าวหน้า
          วันนี้ทางทีมงาน Sanook! Hitech ได้เปิดไปเจอเข้ากับกระทู้ใน Pantip ที่นำประสบการณ์จริง จากการทำงานในวงการไอทีมาแบ่งปันประสบการณ์ให้ได้อ่านกัน ทางทีมงานเห็นว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อย เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่ออีกทีครับ เริ่มกันเลยดีกว่า
กระทู้นี้ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การทำงานด้านไอทีมาเกือบทั้งชีวิต
ขอบคุณที่มาของภาพ: www.softbizplus.com
          1. ประการสำคัญ หากเลือกได้อย่าเลือกทำงานในหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานด้าน IT โดยตรง หรือเป็น จนท. IT เพียงคนเดียวในหน่วยงาน แต่ถ้าเลือกไม่ได้ควรหาทางเดินอื่นเผื่อไว้ อย่าคิดปักหลักในหน่วยงานประเภทนี้ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ในข้อถัดไป

          2. การเป็น จนท. IT ในหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานด้าน IT คุณจะไม่ได้รับความก้าวหน้าใด ๆ เพราะการจะใต่ระดับขึ้นไป เป็นไปได้แค่คนที่อยู่ในสายงานหลักของหน่วยงานนั้น ๆ

          3. คุณจะทำงานเป็นเป็ด คือทำทุกอย่าง แต่ไม่ได้ดีหรือไม่เจาะลึกสักอย่าง นาน ๆ เข้าจะทำให้คุณไม่สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ ทำให้คุณอาจจะตกจากระดับที่ควรจะเป็น

          4. หากคุณทำงานเป็น จนท. IT ในหน่วยงานที่ไม่ใช่ภาระกิจหลัก คุณมักจะได้รับมอบหมายงานเอกสาร หรืองานด้านอื่น ๆ ที่คุณและ จนท. ไอที ทั่ว ๆ ไปไม่ถนัดเอาเสียเลย และคุณจะทำงานนั้น ๆ ได้ไม่ดีเท่าคนที่จบมาสายงานนั้นโดยเฉพาะ

          5. นอกจากคุณจะต้องทำงานตัวคุณเองแล้ว บ่อยครั้ง ขณะที่งานคุณเร่ง ๆ แต่คุณจะต้องลุกไปดู PC ให้ผู้อื่น หากคุณปฏิเสธว่ากำลังยุ่ง คุณจะถูกตำหนิในใจทันที หากกำลังเขียนโปรแกรมอยู่ กว่าจะไปแก้ปัญหาให้ผู้อื่นเสร็จกลับมาคุณอาจจะต้องเรียบเรียงความคิดคุณ ใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง และเมื่อคุณกำลังจะเริ่มงานต่อ คุณก็จะถูกเรียกไปอีกครั้ง จนวันทั้งวันคุณอาจจะไม่ได้ทำงานของคุณเลย

          6. งานของคุณจะไม่โดดเด่นเหมือนคนอื่น ใจขณะที่คนอื่นเขาจะมีการรับส่งงานผ่านเอกสาร มีการทำงานที่เห็นได้ชัด วิ่งไปถ่ายเอกสาร วุ่นอยู่กับการจัดรูปเล่มรายงานการประชุม นั่งพิมพ์งานจนหัวหมุน ปริ้นงานเป็นร้อย ๆ แผ่น แต่สำหรับ จนท. IT ไม่ว่าคุณจะงานเยอะ งานน้อย ไม่มีงานทำ ยุ่งวุ่นวายรีบเร่งจนไม่มีเวลาลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่สายตาเจ้านายจะเห็นเพียงอริยาบทเดียวของคุณคือ นั่งก้มหน้าอยู่ที่หน้าจอ จนบางครั้ง (บ่อยครั้ง) ดูเหมือนคุณไม่มีงานทำ ประสบการณ์ของผม ผมเคยโดนประเมินต่ำกว่าเพื่อนร่วมงาน เพราะเหตุผลที่บอกว่า ผมไม่ทุ่มเทกับงาน ด้วยเหตุผลนี้ เพราะว่าไม่ว่าเราจะยุ่งยากเพียงใด ท่าทางของเราก็ยังคงเดิมคือนั่งกล้มหน้างุด ๆ อยู่หน้าคอม ???

          7. การพัฒนาโปรแกรม พัฒนาระบบของคุณ จะไม่มีค่าไปมากกว่ารายงานการประชุม 1 ฉบับ เพราะเจ้านายที่ไม่ใช่คนในสายงาน IT จะไม่รู้ว่า Web Application หนึ่งระบบ หน้าเว็บเพจหนึ่งหน้า การประมวลผลข้อมูลในฐานข้อมูล มันยากและมีขั้นตอนเพียงใด ดังนั้นบ่อยครั้งที่คุณมุ่งมั่นพัฒนาระบบด้วยความภูมิใจ แต่อาจจะได้ผลตอบรับเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้เลย

          8. ข้อเสียของ จนท. IT หรือคนสายงานนี้ คือ มักจะพูดกับคอมฯ เก่งกว่ากับคน จึงทำให้เข้ากับผู้อื่นได้ไม่ดีนัก (ขึ้นอยู่กับนิสัยพื้นฐานของแต่ละบุคคลด้วย) ดังนั้น อย่าน้อยใจหากว่าคุณทำงานมากมาย แต่เจ้านายกลับมองว่าคุณไม่มีงานอะไรทำ หากจะแก้ปัญหานี้ต้องหาวิธีโปรโมทงานของตัวเอง ... ตัวอย่าง หากมีข้อบกพร่องจากระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้เว็บไซต์ของหน่วยงานเข้าไม่ได้ ต้องทำเป็นหนังสือแจ้งเจนายถึงเหตุผล เพราะถ้าเงียบไปเฉย ๆ เขาก็จะคิดว่าเป็นความผิดของคุณ และจะฝังใจไปอย่างนั้นว่าคุณไม่ได้เรื่อง เขาไม่เสียเวลามาถามคุณหรอก หากมีข้อผิดพลาดในงาน แต่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของคุณต้องแจ้งเจ้านายทราบเสมอ อย่าคิดว่าเขาจะเข้าใจได้เอง

          9. ระบบที่คุณดูแลอยู่อาจจะไม่เคยเสียเลยเป็นปี ๆ แต่ถ้าวันใดมันเสีย เจ้านายจะไม่จำเวลาเป็นปี ๆ นั้นแต่เขาจะฝังใจว่า ระบบเราห่วยไม่ได้เรื่อง จากวันเดียวที่มันเสียนั่นแหละ

          10. ไม่ว่าระบบคุณจะออกแบบมาดีอย่างไร Application ของคุณจะรัดกุมแค่ไหน User มักจะใช้งานผิด ๆ ได้เสมอ .. และเมื่อเหตุการณ์นี้ขึ้น เจ้านายมักจะไม่คิดว่า User ใช้งานผิด แต่จะด่าคุณก่อน ผมเคยโดนตำหนิว่า Web Application ของผมมันแนบไฟล์ไม่ได้ ซึ่งผมทำลองแล้วทดลองอีก ว่ามันแนบไฟล์ได้ ให้คนนั้นคนนี้ทดลองก็ทำได้หมด ยกเว้น user คนหนึ่งที่แนบไม่ได้ ผมก็แจ้งไปว่าระบบปกติ แต่กลับโดนตำหนิว่า ถ้าปกติ ทำไม User คนนั้นใช้งานไม่ได้ ... แน่นอนที่สุด หาก User คนนั้นเป็นคนที่สูงกว่าคุณ เป็นผู้บริหาร เจ้านายจะไม่ฟังคุณ

          ฝากไว้ครับเผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านใดบ้าง นำมาจากประสบการณ์จริง ใครเจออย่างผมก็มาแบ่งปันประสบการณ์กันได้นะครับ สำหรับผมที่เขียนตรงนี้ก็เพื่อระบายอะไรบางอย่าง ที่เรารู้สึกว่าเราทุ่มเทจนสุดความสามารถที่เรามี แต่กลับไม่ได้รับการตอบแทนใด ๆ แถมยังโดนตำหนิ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอายุเยอะแล้ว จะเปลี่ยนงานตอนนี้มันก็สายเกินไป ต้องก้มหน้ายอมรับต่อไป ก็เลยอยากจะแบ่งปันเผื่อน้อง ๆ ที่อาจจะเจอปัญหาเดียวกัน หากอายุไม่เยอะ แนะนำว่าเปลี่ยนงานไปอยู่หน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้าน IT โดยตรงจะดีกว่า

ขอบคุณที่มา: แมวเหมียวขี้อ้อน จากเว็บไชต์ pantip.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com