แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เราจะสามารถปลูกสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีจิตสำนึกได้จริงๆ ในภายภาคหน้าหรือไม่ ???

[บทความพิเศษ] เราจักอาจสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีจิตสำนึกได้นักๆ ในอนาคตไม่ก็ไม่ ???
เชื่อว่าเราๆ ท่านๆ คงจักได้เห็นหุ่นยนต์ที่มีความคิดเป็นของตัวเองกันมาอย่างมากมายจากใน หนังครับ ไม่ว่าจักเป็น Skynet จาก Terminator เหรอจะป๊าเดปป์จาก Transcendence ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนอดคิดไม่ได้ครับว่าในอนาคตนั้นเราจะมีคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้สึกนึกคิด เป็นของตัวเองหรือไม่ วันนี้เราจักมาไขคำตอบกันครับว่าเรื่องจากภาพยนตร์ Sci-Fi จักกลายมาเป็นความจริงได้อย่างไร
ก่อนที่เราจักไปเรียนรู้กันว่าคอมพิวเตอร์นั้นทำได้ที่จะมีความรู้สึกนึก คิดได้ใช่ไหมไม่นั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำความรู้จักก่อนก็คือปัญญาประดิษฐ์ใช่ไหม Artificial Intelligence หรือไม่เรียกสั้นๆ ว่า A.I. ครับ A.I. นั้นคือการพัฒนาโปรแกรมให้ระบบคอมพิวเตอร์มีพฤติกรรมให้เหมือนกับมนุษย์มาก ที่สุดเท่าที่จักทำได้
วิธีการที่จักทำให้คอมพิวเตอร์นั้นมีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์นั้นเราจะจักทำ การเพิ่มความทำเป็นในการเรียนรู้พร้อมทั้งความรอบรู้ทางประสาทสัมผัสให้กับเครื่อง คอมพิวเตอร์ก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นจะเลียนแบบมาจากรูปแบบการเรียนรูปกับการตกลงใจของ มนุษย์ครับ A.I. นั้นมีหลายสาขาครับอันประกอบไปด้วย
  • Expert-System หรือไม่ระบบผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นระบบให้คำปรึกษาในการจัดการปัญหา เพราะอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ที่ได้ใส่เอาไว้ในโปรแกรม
  • Neural Network ไม่ใช่หรือระบบจำลองคอมพิวเตอร์ให้ทำได้ทำงานเหมือนกับสมองของมนุษย์ได้(ใช่ไหมอย่างน้อยก็จำลองให้เหมือนมากที่สุด)
  • Genetic Algorithms ไม่ก็ปัญญาประดิษฐ์ที่เอาไว้ใช้เพื่อการสร้างทางเเอิกเกริกกจำนวนมาก รวมไปถึงตกลงใจเเอิกเกริกกทางเลือกระฉ่อนกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้สำหรับปัญหานั้นๆ
  • Natural Language Processing เหรอการประมวลภาษาธรรมชาติ เป็นการโปรแกรมเพื่อให้คอมพิวเตอร์รอบรู้ที่จักเข้าใจพร้อมทั้งประมวลผลภาษา ธรรมชาติของมนุษย์ เช่นคำพูดไม่ก็ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ฯลฯ แล้วคอมพิวเตอร์รอบรู้ที่จะทำการโต้ตอบได้อย่างเหมาะสมกับภาษานั้นๆ
  • Learning System หรือไม่ระบบการเรียนรู้เป็นระบบที่สร้างขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์สมรรถที่จักทำ การเรียนรู้ได้จากประสบการณ์(ตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ศักยเรียนรู้ได้ว่า ขับฝ่าไฟแดงเป็นเรื่องผิด) ภายหลังนั้นคอมพิวเตอร์เก่งที่จะโต้ตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่าง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม(ตามสิ่งที่เรียนรู้มา)
  • Vision System ใช่ไหมระบบการมองเห็นเป็นระบบที่คอมพิวเตอร์ศักยที่จะทำการบันทึกสิ่งที่มอง เห็น แล้วเก็บไว้ในหน่วยความจำในลักษณะของรูปภาพ ตัวอย่างเช่นระบบวิเคราะห์รอยนิ้วมือ(เทียบกับมนุษย์ก็คือความทรงจำในลักษณะ ที่เป็นรูปภาพ)
  • Robotic ใช่ไหมหุ่นยนต์เป็นการพัฒนาเครื่องจักรกลหรือไม่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เป็นได้ทำ การเคลื่อนไหวได้เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ เพราะการเคลื่อนไหวนั้นจะมีความแม่นยำเที่ยงตรงกว่ามนุษย์หลายเท่า(ด้วยเหตุที่ หุ่นยนต์ไม่มีกล้ามเนื้อให้เกิดความเหนื่อยล้า)
การที่วิชาทางด้านปัญญาประดิษฐ์แยกแผนกของปัญญาประดิษฐ์ไว้หลายๆ ฝ่าย ก็เนื่องมากจากการทำงานพร้อมกับหลักของการเขียนโปรแกรมเหตุด้วยปัญญาประดิษฐ์แต่ละ พวกจะไม่เหมือนกันครับ กับจากข้อมูลข้างต้นเราจะเห็นได้ว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นถูกจำลองมาจากพฤติกรรม ของมนุษย์แทบทั้งสิน
ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้จะทำได้สู้กับพฤติกรรมพร้อมด้วยความ รู้สึกนึกคิดของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ได้หรือไม่ ให้ลองดูจากตารางดังถัดไปนี้ครับ
จากตารางท่านจะเห็นได้ครับว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่ได้มีความเป็นได้เหนือ มนุษย์ไปหมดทุกอย่าง สิ่งหนึ่งที่เป็นทั้งผลดีพร้อมด้วยผลร้ายในเวลาเดียวกันก็คือจิตใต้สำนึกเรื่องของ ความดีงามนั้นปัญญาประดิษฐ์ไม่มีเหมือนมนุษย์เราครับ ตัวอย่างเช่นเรื่องของการลักขโมย มนุษย์เราตราบหมายจะได้ของอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงหน้าแต่ว่าของชิ้นนั้นไม่ ใช่ของเรา ด้วยประสบการณ์พร้อมกับคำสั่งสอนรวมไปถึงความรู้ทางด้านกฎหมาย อาจจะทำให้เราใตร่ตรองพร้อมกับตัดสินใจไม่ทำการลักขโมยนั้น
ในทางกลับกันถ้าเป็นปัญญาประดิษฐ์แล้ว การปลงใจเร่ำลือกว่าจักขโมยเหรอไม่ขโมยนั้นมีปัจจัยหลายอย่างซึ่งขึ้นอยู่กับ ว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นจะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลักขโมยในครั้งนั้นมาก แค่ไหน และคอมพิวเตอร์ก็จักเโจษจันกคำตอบที่ดีที่สุดที่ทำได้ทำการประมวลผลออกมาได้ ซึ่งนั่นอาจจักหมายถึงการขโมยของชิ้นนั้น เป็นต้นครับ(เพราะยังไม่มีกฎหมายที่ใดบนโลกนี้ที่สั่งว่าหุ่นยนต์ลักขโมยแล้ว มีความผิดเป็นต้น)
เมื่อเรามองว่าหน่วยประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเหมือนกับสมองที่ ใช้ในการตกลงใจนั้น สิ่งนี้ก็ไม่ผิดมากนักครับ เพราะตั้งแต่เรามีเครื่องคอมพิวเตอร์มานั้น คอมพิวเตอร์ก็ได้เข้ามาทำงานทางด้านการตกลงใจหลายๆ อย่างแทนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานที่มีความละเอียดไม่ว่าจักเป็นงานทางด้านตัวเลข หรือไม่ก็งานทางด้านการประมวลผลข้อมูล
สิ่งหนึ่งที่คอมพิวเตอร์มีดีกว่ามนุษย์เราก็คือคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักเหนื่อย ล้าครับ ซึ่งนั่นทำให้คอมพิวเตอร์ศักยที่จักทำการประมวลผลได้ตลอดเวลาเลยที เดียว(ถ้าเครื่องไม่ร้อนจนไหม้ไปซะก่อน) แต่มนุษย์เรานั้นมีความเหนื่อยล้าจากปัจจัยหลายๆ อย่างเกิดขึ้นดังนั้นเราต้องมีการพักผ่อนครับ
คุณอาจจะแย้มว่าถ้าเรากลัวปัญญาประดิษฐ์ทำผิดก็ให้โปรแกรมไปด้วยว่าสิ่ง ไหนที่ปัญญาประดิษฐ์ทำแล้วจักผิด ซึ่งเรื่องนี้นั้นก็ได้มีการถกเถียงมากมายกันอย่างกว้างขวางครับ ก็เพราะว่าแม้กระทั่งมนุษย์เองแล้วนั้น
การกระทำในเรื่องเดียวกันบางคนอาจจักคิดว่าสิ่งนี้ผิด ส่วนอีกคนอาจจักคิดว่าสิ่งนี้ไม่ผิดก็เป็นได้ สมมติว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูหนัง Sci-Fi บ่อยๆ แล้วหล่ะก็ คุณจักเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่าเพราะส่วนมากแล้วหุ่นยนต์ที่มีปัญญาประดิษฐ์ อยู่ด้วยนั้นจักปฏิบัติตามสิ่งที่จักทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด(หรือไม่ก็สิ่ง ที่ดีที่สุด) แม้แต่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เองก็มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปในเรื่อง นี้ครับ มีทั้งเสียงที่สนับสนุนกับเสียงที่ไม่สนับสนุนครับ
นักวิทยาศาสตร์อย่าง Stephen Hawking นั้นเคยพูดว่าการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันนั้นยังไม่จำเป็นมากนัก ที่เราจะต้องใส่ใจในเรื่องของความกลัวเหมือนอย่างภาพยนตร์ Sci-Fi แต่ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีรุดหน้าไปมากขึ้นจนกระทั่งปัญญาประดิษฐ์ได้รับการ พัฒนาจนมีความเก่งที่เท่าเทียมกับมนุษย์เราทั้งทางด้านกายภาพพร้อมทั้งทางด้าน ความคิด เมื่อนั้นปัญญาประดิษฐ์จักศักยที่ทำการพัฒนาความรู้ความศักยของตัวเองต่อ ไปเหมือนมนุษย์ได้
ซึ่งจะทำให้การควบควบคุมปัญญาประดิษฐ์ที่อาจจะอยู่ในรูปแบบของหุ่นยนต์ไม่ใช่หรือ คอมพิวเตอร์นั้นยากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วด้วยความอาจในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่มีมากกว่า มนุษย์หลายเท่านักก็จักเอาชนะวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ค่อยๆ พัฒนาไปอย่างช้าๆ ได้ครับ
สิ่งที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นในหนัง Sci-Fi นั้นอาจจักเป็นเป็นแน่แท้ขึ้นมาในอนาคตครับ เนื่องจากว่าวงการของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์นั้นก้าวไปเร็วมาก ในปัจจุบันเราอาจที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำเป็นที่จักพูดคุยติดต่อสื่อสาร กับเราได้อย่างรู้เรื่อง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวที่ไหน
คุณลองมองไปที่สมาร์ทโฟนของคุณเองก็ได้ครับ ถ้าเป็น iOS ก็จักมี Siri ที่สามารถคุยกับเราได้ ส่วนระบบ Android ก็มี Google Now เกี่ยวกับ Windows Phone เองนั้นก็มี Cortana สิ่งต่างๆ เหล่านี้เหมือนอาจจักพึ่งตั้งต้นต้นมาได้ไม่นานนักแต่ความเร็วในการพัฒนาของ ระบบต่างๆ เหล่านี้นั้นไปได้รวดเร็วกว่าที่เราๆ ท่านๆ คิดไว้มาก(ดูง่ายๆ ครับ iPhone พึ่งมีรุ่นที่ 6 ไปไม่นาน ก็ยังเก่งขนาดนี้) นี่ยังไม่รวมไปถึงเทคโนโลยีของหุ่นยนต์ที่นับวันจะมีการจำลองมาจากการ เคลื่อนไหวแน่ๆๆ เข้าไปจนหุ่นยนต์ริเริ่มเคลื่อนไหวได้เหมือนกับมนุษย์เราแล้ว(แต่ดีกว่าตรงที่ ไม่รู้จักเหนื่อย)
แม้จะพูดไปแล้วทุกวันนี้มนุษย์ชาติก็เหมือนกับกำลังก้าวอยู่ในระดับทารก เพื่อที่จะสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้สึกนึกคิดได้เองครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของ Google ที่จนกระทั่งเกือบ 2 ปีก่อนนี้ทาง Google ได้มีการพยายามทำโปรแกรมที่จักจัดเรียงรูปแบบของข้อมูลที่เหมือนๆ กัน
แต่ทว่าโปรแกรมนั้นต้องดูไฟล์วีดีโอบน Youtube เป็นล้านๆ ไฟล์ถึงจักเชี่ยวชาญระบุแมวได้ถูกต้องแค่ 70% ในขณะที่มนุษย์เรานั้นเก่งที่จะจำแนกได้พ่างการดูสร้างผ่านประสบการณ์ไม่กี้ ครั้งเท่านั้น ดังนั้นคงต้องใช้เวลาอีกนานครับกว่าที่คอมพิวเตอร์ที่มีปัญญาประดิษฐ์นั้นจะ สามารถมีจิตใต้สำนึกเองได้
หมายเหตุ - มีนักสังคมศาสตร์บางคนชี้แจงว่าโดยปกตินั้นมนุษย์เองก็มีความสลับซับซ้อนใน พฤติกรรมอยู่มากมาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะจำรองระบบที่มีแต่ถูกไม่ใช่หรือผิดให้เป็นได้ที่จัก ตัดสินใจไม่ใช่หรือมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ได้ครับ แต่ว่าในอนาคตนั้นอะไรก็เป็นไปได้ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

7 สาเหตุที่คุณ(อาจจะ)ไม่ควรมีสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่

7 เหตุผลที่คุณ(อาจจัก)ไม่ต้องมีสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่
     ไม่ยอมรับไม่ได้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น อาจก็เพราะว่าว่าเป็นปัจจัยในการใช้ชีวิตประจำวัน เหรอ ตามกระแสสังคม แน่นอนว่า สมาร์ทโฟน เริ่มต้นใหม่ไม่ว่าจะมาจากแบรนด์ใด มักจักมีฟีเจอร์พิเศษไว้ล่อตาล่อใจ ชวนหิวได้ครอบครอง ทั้งที่บางครั้งก็อาจจักมีมูลค่าสูงเกินกว่าจำเป็น
     ดังนั้นก่อนจักตกลงใจจ่ายเงิน เพื่อซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ สเปคเทพๆ มาใช้สักเครื่องหนึ่ง ควรสำรวจพฤติกรรมรอบๆ ตัวเองสักนิด ก็เพราะว่าว่าสมาร์ทโฟนแบบใหม่
     บางครั้งก็ตอบโจทย์ตัวเองไม่ได้ทั้งหมด โทรศัพท์เครื่องปัจจุบันของคุณอาจจักยังเหมาะสมอยู่ หรือไม่ก็ไม่ก็ไม่ก็ กลับมานึกเสียดายที่ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แบบไม่คุ้มค่าการลงทุน นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่จักช่วยสำรวจตัวคุณ ตอบคำถามได้ว่า..ควรซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ได้แล้วเหรอยัง?
 สมมติคุณไม่ใช่คอเกมส์ เล่นเอามันส์บนสมาร์ทโฟน
     หนึ่งในเหตุผลหลักๆ ที่ผู้ใช้โทรศัพท์ยุคนี้ เฟุ้งเฟื่องกที่จะครอบครองสมาร์ทโฟนที่มีฟีเจอร์เก๋ไก๋ คือ เอาไว้เล่นเกมส์ คำว่า เกมส์ ในที่นี่ไม่ได้หมายถึง เกมส์ทายปริศนา เกมส์ฝึกสมอง ใช่ไหมเกมส์แนว puzzel ทั่วๆ ไป แต่หมายถึง เกมส์แท้ๆ ที่ต้องการใช้ซอฟต์แวร์รองรับระดับเทพ
     บางเกมส์อาจจักมีขนาดเทียบเท่า เกมส์คอมพิวเตอร์ ชัดเจน สมยิ่ง พร้อมทั้งไม่กระตุก แต่สมมตว่าคำตอบในเหตุผลนี้ของคุณคือ ไม่ แสดงว่าคุณยังจักพอใช้ สมาร์ทโฟน ที่มีฟีเจอร์ปกติทั่วไปได้
 คุณเป็นอย่างแค่ใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปอัพลงโซเชียล
     คงไม่ยอมรับไม่ได้ว่า กล้องถ่ายภาพ กลายเป็นจุดเด่นที่สำคัญของสมาร์ทโฟน ยังคงมีการพัฒนากับแข่งขันนำเอาเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่คมชัด มาใช้เป็นจุดขายสมาร์ทโฟนในแต่ละรุ่นตามยุคช่วงเวลา แบบใหม่ๆ ต่างว่าแต่ว่าคุณจัดอยู่ในสาย ผู้ที่นิยมใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดียแค่นั้น
     คุณอาจจักยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ เหตุเพราะภาพที่ถูกแชร์ลงโซเชียลฯ เกือบ 100% จักถูกบีบอัดไฟล์ภาพให้เล็กลง ไม่ว่ายังไง เพื่อนๆ ของคุณก็จักเห็นพ่างภาพที่คุณต้องการสื่อแต่ยังไม่คมชัดอย่างที่คุณคาดหวัง
สำรวจสักหน่อย..ที่ที่คุณอยู่หนังสือคำสัญญาณโทรศัพท์แรงหรือไม่ไม่ก็เปล่า
     เรื่องความเร็วของข้อตกลงณโทรศัพท์ในพื้นที่ที่คุณต้องใช้ในชีวิตประจำวันควรจักพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเละบือกเปลี่ยนไปใช้สมาร์ทโฟนที่รองรับอนุสบถสาบานณ LTE ระดับต่างๆ ในบ้านเรา ยังพบช่องโหว่ในบริการระบบส่งรับปากณ 3G ในบางพื้นที่ แม้ว่าค่ายโทรศัพท์ต่างๆ
     จักเละบือกประชาสัมพันธ์ระบบส่งสาบานณ 4G สอดคล้องกับสมาร์ทรุ่นใหม่ๆ แต่การพัฒนาดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แม้จักมีสมาร์ทโฟนร้องรับข้อผูกพันณแรงๆ แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่บริการ ย่อมไม่ต่างกับการใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเก่าของคุณเอง
คุณเป็นพวกชื่นชอบความกะทัดรัด สมาร์ทโฟนต้องพกพาสะดวก
     กลายเป็นหนึ่งปัจจัยที่ใครๆ ก็มุ่งหมายจักมีสมาร์ทโฟนขนาดพอดีมือ หยิบจับได้ถนัด ดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง แต่ปรากฏว่าสมาร์ทโฟนแบบใหม่ มีสถิติค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับขนาดตัวเครื่องพร้อมกับหน้าจอ คร่าวๆ 5 นิ้วขึ้นไป กับคาดว่ามีแนวโน้มที่จักใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
     ซึ่งสวนทางกับโทรศัพท์มือถือขนาดกะทัดรัด ที่นับวันโหมโรงจักเระบือนหายไปจากตลาดไป สมมตคุณยังแคร์เรื่องของขนาดโทรศัพท์ สมาร์ทโฟนน่าจักเป็นคำตอบที่ยังไม่ใช่เนื่องด้วยคุณ
 ถึงเวลาหรือว่าไม่ยัง? ที่ต้องจับจ้องสมาร์ทโฟนระยะประชิดใบหน้า
     แน่นอนว่า ภาพคมชัด บนจอสมาร์ทโฟนเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญในยุคนี้ ก็เพราะว่าว่าปกติมนุษย์เราควรมองดูหน้าจอในระยะห่างที่เหมาะสม แต่ปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เน้นคุณภาพเรื่องรายละเอียดของจอแสดงผล
     เพราะว่าว่ามีผลการทดสอบที่ระบุว่า ยิ่งความคมชัดของภาพสูงขึ้น ยิ่งต้องจับจ้องหน้าจอในระยะที่ใกล้ขึ้น เพื่อโฟกัสความละเอียดของภาพให้ชัดเจน แต่ก็อาจจักส่งผลต่อสุขภาพสายตาของคุณเอง
     ดังนั้นถ้าคุณไม่ใคร่ได้จดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ในระยะใกล้ขึ้นเรื่อยๆ สมาร์ทโฟนเครื่องเดิม แบบความละเอียด 480p ยังเป็นตัวเลือกที่ยังโอเค แบบไม่ต้องซีเรียสมากนัก
 คุณเป็นพวกบ้าดาวน์โหลด หรือไม่ เสพติดแอปพลิชั่นหรือไม่ไม่เปล่า?
     ปัจจัยสำคัญของการมีสมาร์ทโฟนสเปคเจ๋งๆ เอาไว้ในมือ คงหนีไม่พ้นกับการเพลิดเพลินในการดูหนังฟังเพลง แต่ต่างว่าว่าคุณยังคงนิยมดูหนังในโรงจอเงิน ไม่ใช่หรือไม่ อ่านหนังสือต้องเข้าห้องสมุด คุณน่าจักยังใช้โทรศัพท์เครื่องปัจจุบันของคุณได้ถัดไป ก็เพราะว่าว่าสมาร์ทโฟนเรือธง (flagship)
     มักเป็นแหล่งขุมทรัพย์ มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้วยว่าความบันเทิงแบบมัลติมีเดีย สะดวกสบายไม่ว่าจักเปิดดูตอนไหนเหรอฟังเพลงตราบใดไหร่ก็ได้ แม้ว่าตราบถึงเวลาหนึ่งอาจจักต้องกังวลกับปัญหาพื้นที่จัดเก็บที่ตั้งต้นไม่แค่พอ
 ถ้าคุณยังแคร์เรื่องการสื่อสารด้วยน้ำเสียง (กดโทรออก-รับสายเข้า)
     ท่ามกลางการแข่งขันของโลกสมาร์ทโฟน เทคโนโลยีพร้อมด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ถูกผลิตเสริมออกไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ใช่ว่าผู้บริโภคจักต้องหันมาใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งหมด
     เพราะว่าเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนที่นิยมแต่การโทรออก-รับสาย ไม่ได้คลุกคลีกับฟีเจอร์อื่นใด นับการเป็นการใช้สมาร์ทโฟนอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพกับอาจจะเป็นการสิ้นเปเลื่องงงบราวๆเพราะว่าว่าใช่เหตุ ลองมองหาสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ของคุณน่าจักเหมาะกว่า...
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>>http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไมโครซอฟท์ทอดทิ้งพระนาม โนเกีย อย่างเป็นทางการ แปลงเป็น Microsoft Lumia

ภายหลังการควบรวมกิจการระหว่างส่วนอุปกรณ์ด้วยกันบริการของโนเกียกับ ไมโครซอฟท์ ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือเรื่องของแบรนด์ในการทำตลาดเพราะด้วยโทรศัพท์มือ ถือต่อจากนี้
ซึ่งในที่สุดแล้ววันนี้ The Verge รายงานว่า ไมโครซอฟท์ ปลงใจทิ้งชื่อ โนเกีย ออกจากผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนของตัวเองอย่างเป็นทางการ โดยเปลี่ยนเป็น Microsoft Lumia แน่นอนแล้ว
เรื่องนี้ได้รับการเปิดเล่าจากเว็บไซต์ The Verge และ Windows Central (เปลี่ยนชื่อจาก Windows Phone Central) เพราะว่าระบุว่าในหน้าเพจของโนเกียสาขาฝรั่งเศส มีการประกาศชัดเจนว่ากำลังจักเปลี่ยนชื่อกลายเป็น Microsoft Lumia ในเวลาอีกไม่นานนี้ ซึ่งทาง The Verge ระบุว่าจักเปลี่ยนทั้งบน Facebook, Twitter กับสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ
ทางไมโครซอฟท์เองก็ยืนยันการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ด้วยว่าจักมาภายในอีกไม่กี่อาทิตย์นับจากนี้
ที่มา - http://thaizones-hitech.blogspot.com/2014/10/microsoft-lumia.html

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

การบินไทยออกระเบียบข้อความสำคัญการนำ Powerbank ขึ้นเครื่องบิน !!

การบินไทยออกกฎเรื่องการนำ Powerbank ขึ้นเครื่องบิน !!
เพื่อความเข้าใจในกฏดังกล่าวทางสายการบินไทยจึงได้จัดทำ Infographic เกี่ยวกับการนำ Powerbank ขึ้นเครื่องบิน ซึ่งผู้เพราะว่าสารสมรรถพกแบตเตอรี่สำรองได้แบบมีความจุไฟฟ้าน้อยกว่า 20,000 mAh  ไปจนถึงความจุไฟฟ้าน้อยกว่า 32,000 mAh  ไม่เกิน 2 ก้อน ขึ้นเครื่องได้ และต้องใส่กระเป๋าเล็กหรือไม่ก็พกติดตัวขึ้นเครื่อง ซึ่งในการออกกฎครั้งนี้เนื่องก่อนหน้านี้เคยมีเคสในต่างประเทศว่า Powerbank จัดเป็นวัตถุอันตราย ถึงขั้นไม่เป็นได้นำ Powerbank ขึ้นเครื่องได้ในบางสายการบิน
ขณะเดียวกันยังเคยเกิดเหตุการณ์ Powerbank ลุกไหม้ในสายการบินต่างชาติมาแล้ว จึงออกมาตรการนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นไปตามประกาศของกฏมาตรฐานความปลอดภัย( IATA ) พร้อมทั้ง  Powerbank ก็จัดเป็นวัตถุอันตรายด้วย เพราะว่าแบตลิเธียมทันทีที่เกิดความร้อนสูงเกินไป ทำเป็นนำไปสู่การติดไฟได้เช่นกัน
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลยุคนี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน เพราะในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ เพราะอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตแบบใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ โดยมีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะว่าให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเเลื่องเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติไม่ใช่หรือไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเประบือกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์หรือว่าว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะว่าเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager ก็เพราะว่าว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จักมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็เพราะว่าการดูหนังฟังเพลงพ้นแผ่น CD จะทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

แฟนๆ Dropbox มีเฮเสียเงินแค่สามร้อยกว่าบาทแต่ได้พื้นที่ถึง 1TB

แฟนๆ Dropbox มีเฮเสียเงินแค่สามร้อยกว่าบาทแต่ได้พื้นที่ถึง 1TB
เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกันดีหรับ Dropbox บริการฝากไฟล์ รวมถึงซิ้งค์ไฟล์ แชร์ไฟล์ และคงมีหลายๆ คนที่ใช้งานบริการนี้บ่อยๆ วันนี้มีข่าวความเคลือนไหนของบริการใหม่ของ Dropbox มาฝากกัน
เพราะล่าสุดนั้น Dropbox ได้เปิดบริการใหม่ที่มีชื่อว่า  ออกมาให้บริการ ซึ่งโปรโมชั่นในบริการใหม่นี้เด็ดดวงจริงๆ เพราะคุณสามารถฝากไฟล์ต่างๆ ได้สูงสุดถึง 1TB จากปกติ 100GB แต่เสียค่าบริการแค่ 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 99 ดอลลาร์ต่อปี คิดเป็นค่าเงินไทยก็ประมาณสามร้อยกว่าบาท
เรียกได้ว่าการปรับราคาแบบนี้ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้ประโยชน์แบบเต็มๆ และทำให้ตลาดของการปล่อยพื้นที่เก็บข้อมูลกลับมาเร้าร้อนอีกครั้ง Google Drive สนใจจะลดราคาเพิ่มอีกไหมครับ?
ใครสนใจเชิญไปดูหรือสมัครได้ที่เว็บ Dropbox เพราะ Dropbox ถูกเปิดมาเพื่อช่วยให้คุณลดความซับซ้อนในชีวิตของคุณและการฝากขข้อมูลต่างๆ 
***Drop box คือ บริการฝากไฟล์ รวมถึงซิ้งค์ไฟล์ แชร์ไฟล์ ที่สามารถจัดการได้อย่างสะดวกบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เหมือนจัดการไฟล์ในคอมของเราเองไม่ว่าเราจะเล่นคอมพิวเตอร์ที่ไหนหรือว่า เล่นที่เครื่องใคร ก็สามารถจัดการกับไฟล์งานของเราได้ ซึ่งต้องติดตั้งโปรแกรมของ Drop boxก่อนจากนั้นก็โยนไฟล์ลงไปในโฟลเดอร์นั้นมันก็จะถูกอัพโหลดไปเก็บไว้ใน Server ของ Drop box โดยทันที แค่เพียงมีการต่ออินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์
ที่มา - VentureBeat, Dropbox Blog
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อมือถือเป็นมากกว่ามือถือ: รู้จักกับตลาดมือถือหรู

เมื่อมือถือเป็นมากกว่ามือถือ: รู้จักกับตลาดมือถือหรู
เวลาเราพูดถึงโทรศัพท์มือถือแล้ว สิ่งที่เรามักจะนึกถึงคือโทรศัพท์ที่อยู่ในกลุ่มของตลาดทั่วไป (mass) ซึ่งมีหลากหลายราคาตั้งแต่ระดับราคาต่ำมากในหลักร้อย ไปจนถึงในระดับราคาหลักหมื่นต้นไปแตะที่หมื่นกลางก็มี
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอีกหนึ่งตลาดสำหรับโทรศัพท์มือถือ และถือว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง และเรามักจะไม่ค่อยเห็นกันโดยทั่วไป ตลาดเหล่านั้นคือตลาดมือถือหรู ซึ่งราคาของโทรศัพท์ในตลาดเหล่านี้ เริ่มต้นกันที่หลักหมื่นบาทไปจนถึงไม่มีที่สิ้นสุดของราคา เรียกง่ายๆ ว่าเงินมีเท่าไหร่ โทรศัพท์มือถือเหล่านี้ก็มีวางขายครับ
บทความนี้จะเป็นการแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือหรู โดยเน้นไปที่แนวคิดคร่าวๆ แล้วก็แนะนำผู้เล่นในตลาดนี้กันครับ
ทำไมถึงต้อง มือถือหรู?: คำอธิบายเชิงทฤษฎีสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์
ในเชิงทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ การบริโภคสินค้าที่มีความหรูหราเหล่านี้ (ไม่จำกัดเฉพาะแต่เพียงมือถือเท่านั้น) มีชื่อเรียกว่า Conspicuous consumption หรือแปลภาษาไทยคือ การบริโภคเพื่อแสดงสถานะ อันเป็นคำที่ถูกคิดขึ้นโดยนักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน Thorstein Veblen ในหนังสือชื่อ The Theory of the Leisure Class: An Economic Study in the Evolution of Institutions ในปี 1899

Thorstein Veblen นักทฤษฎีสังคมวิทยาชาวอเมริกัน (ภาพจาก Wikipedia)
อธิบายอย่างง่ายที่สุด การบริโภคเพื่อแสดงสถานะ คือการจ่ายเงินไปเพื่อจัดหาสินค้าหรือบริการที่เป็นของหรูหรา ฟุ่มเฟือย (luxury) เพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนถึงสถานะและพลังทางเศรษฐกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะโดยรายได้หรือความมั่งคั่งของตัวเองที่สะสมไว้ กล่าวอย่างง่ายก็คือ ใช้วัตถุหรือการบริโภคเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความมั่งมีนั่นเอง
ทฤษฎีของ Veblen แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย ต่อเนื่องมายังศตวรรษที่ 20 ตอนต้น เพราะในช่วงเวลานั้นเกิดกลุ่ม “คนรวยใหม่” (nouveau riche) ที่รวยจากการสะสมของเงินทุนและความร่ำรวย อันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (เทียบง่ายๆ กับบ้านเราคือช่วงยุคก่อร่างสร้างตัวของบรรดาเศรษฐีชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่ ไทยในฐานะคนรวยใหม่ กับเจ้านายขุนนาง ที่เป็นกลุ่มคนรวยเก่า) แต่ทฤษฎีของ Veblen ก็ยังคงปรับใช้ได้ดีในยุคปัจจุบัน นั่นก็เพราะว่าโครงสร้างทางสังคมที่อิงฐานของทุนนิยมในลักษณะของสังคมสมัย ใหม่ ทำให้การขยับพื้นที่ของชนชั้นเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ต้องมีโครงสร้างการควบคุมอย่างเช่น ระบบศักดินา เข้ามาเป็นตัวกำกับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนรวยใหม่จึงมีขึ้นได้เสมอนั่นเอง
สิ่งที่คนรวยใหม่พึงจะกระทำได้ เพื่อขยับฐานะ (หรืออย่างน้อยเพื่อทำให้เป็นที่รู้จัก) หนทางหนึ่งนอกจากการมี “บริวาร” หรือผู้คนในฐานะ “เครื่องใช้ไม้สอย” (ไม่จำเป็นต้องอยู่ในฐานะของทาส แต่อาจมาในรูปของ “สายสัมพันธ์”) คือการแสดงออกโดยผ่านการบริโภคสินค้าหรูหรา ฟุ่มเฟือยเหล่านี้ ในฐานะสิ่งที่สื่ออย่างชัดเจนต่อสายตาของบุคคลภายนอกถึงความร่ำรวย ความซับซ้อนของรสนิยม ในรูปแบบเชิงประจักษ์นั่นเอง

ภาพจาก Trendymen.ru
เมื่อหันกลับมาพิจารณาในตลาดโทรศัพท์มือถือหรูหราเหล่านี้ ย่อมสามารถบอกได้ว่าโทรศัพท์มือถือในกลุ่มนี้มีสถานะของการเป็น “เครื่องมือแสดงออก” ถึงความร่ำรวยของบรรดาคนร่ำรวยเหล่านี้ ไม่ว่าจะในกลุ่มของคนรวยใหม่ หรือกลุ่มคนรวยเก่าก็ตาม ดังนั้นโทรศัพท์มือถือกลุ่มนี้ ความหรูหราจึงเป็นประเด็นหลัก มากกว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ และ/หรือความสามารถ เพราะมือถือจะต้องเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อถึงความร่ำรวยหรือสถานะทางชน ชั้นของตัวเองที่สังกัดอยู่
ตลาดมือถือหรูหราไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้าปี 2000 แต่กลับปรากฏตัวหลังปี 2002 เป็นต้นมา แนวคิดของการสร้างโทรศัพท์มือถือหรูต้องยกให้ Nokia ภายใต้การนำของ Frank Nuovo ซึ่งตอนนั้นเป็นหัวหน้าแผนกออกแบบของโนเกีย สมัยที่ยังไม่ขายส่วนกิจการโทรศัพท์มือถือไปให้ไมโครซอฟท์

Frank Nuovo (ภาพจาก datzing.com-beta.com)
Nuovo มองว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ทำโทรศัพท์มือถือหรูหรือราคาแพงแบบเดียวกับนาฬิกา ถ้าคนรวยสามารถจ่ายเงินไปกับนาฬิกาข้อมือที่แพงมากๆ (เช่น Ulysse Nardin, IWC, Vacheron Constantin, Patek Philippe) ทำไมจะจ่ายเงินกับโทรศัพท์มือถือแบบเดียวกับนาฬิกาไม่ได้บ้าง? สิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่อตั้งแผนก Vertu ที่รับผิดชอบกลุ่มของโทรศัพท์มือถือราคาแพง และเปิดตัวสินค้า Vertu Signature ในปี 2002 นับเป็นการเปิดพื้นที่โทรศัพท์มือถือราคาแพงเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นเป็นต้นมา มีบริษัทมือถือหรูหน้าใหม่เกิดขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก (เช่น Mobiado ในปี 2004, GRESSO ในปี 2007) สิ่งที่เกิดขึ้นอีกด้านคือ บริษัทแฟชั่นเริ่มหันไปจับมือกับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ เพื่อร่วมกันออกแบบสินค้าใหม่ แล้วแปะยี่ห้อ/แบรนด์ของตัวเองลงไปบนโทรศัพท์ (เช่น LG กับ Prada, Giorgio Armani กับ Samsung, Bang & Olufsen กับ Samsung) และแม้กระทั่งบริษัทด้านดีไซน์ อย่าง Porsche Design ที่เดินเข้าสู่สนามนี้กับ BlackBerry ด้วย
ขนาดของตลาดและการเติบโต
โทรศัพท์มือถือกลุ่มนี้มักไม่เปิดเผยตัวเลขหรือแม้กระทั่งยอดขายให้ สาธารณะรับรู้ แต่ตัวเลขจากการคาดการณ์ของสำนักวิจัย ABI Research ในปี 2009 ระบุว่ามูลค่าของตลาดนี้มีอยู่ที่ 11,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และอาจจะพุ่งสูงถึง 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013
สำหรับประเทศไทย แม้ไม่มีตัวเลขปรากฏอย่างชัดเจน แต่จากรายงานของ Euromonitor ที่เป็นรายงานของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรูหรา (Luxury Electronic Gadgets) ซึ่งระบุรวมทั้งโทรศัพท์มือถือหรูและเครื่องเล่นเพลง MP3 แบบหรู ระบุว่าในปีที่แล้ว (2013) ตลาดของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6% และมีมูลค่าที่ 90 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,800 ล้านบาท)
นักวิเคราะห์ Matt Lewis จากบริษัทวิจัยตลาด ARCchart มองว่าตลาดนี้มียอดของการเติบโตสูง เพราะ กำไรต่อหน่วย (margin) สูงมาก ในขณะที่ต้องผลิตเป็นจำนวนที่น้อยกว่ามือถือทั่วไปมาก อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและผู้ผลิตสินค้าแฟชั่น จำนวนมาก สนใจมาเล่นในตลาดนี้
อย่างไรก็ตามตลาดนี้ก็ถือว่า “ไม่ง่าย” สำหรับผู้ผลิต เพราะมีอัตราการแข่งขันสูง ทำให้หลายยี่ห้อทำสินค้าออกมาครั้งเดียวแล้วไม่ทำต่ออีก หรือทำได้ไม่นานอย่างที่คิด เช่น Ulysse Nardin ผู้ผลิตนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส ที่ออกโทรศัพท์ Ulysse Nardin Chairman ด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว (ประมาณ 170,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านบาท หากคิดจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) หรือ Christian Dior ผู้ผลิตสินค้าหรูจากฝรั่งเศส ที่ออกโทรศัพท์อย่าง Dior Phone Touch ออกมา (รุ่นเริ่มต้นที่ราคาประมาณ 160,000 บาท คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) ก่อนที่จะไม่ทำต่ออีก อีกกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ LG Prada ซึ่งออกมาได้เพียงสามรุ่นก็เลิกไป

Ulysse Nardin Chairman หนึ่งในโทรศัพท์มือถือหรูที่มีราคาแพงที่สุดของโลก (ภาพจาก Engadget)
ผู้เล่นในตลาด
สำหรับผู้เล่นในตลาดโทรศัพท์มือถือหรูปัจจุบันมีอยู่มากมาย ทั้งที่เป็นฟีเจอร์โฟน หรือสมาร์ทโฟน แต่ถ้าจะแบ่งให้ชัดเจนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลัก ซึ่งก็คือ
  • ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหรู ประกอบด้วยบริษัทที่ผลิตมือถือหรูมาตั้งแต่แรก กับผู้ผลิตอุปกรณ์แฟชั่นที่หันมาจับตลาดโทรศัพท์มือถือหรู บทความนี้จะกล่าวถึงบริษัทเหล่านี้ โดยเน้นกลุ่มที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง (จะไม่กล่าวถึงบริษัทหรือผู้ผลิตที่ออกผลิตภัณฑ์มาได้เพียงรุ่นเดียว แล้วก็เลิกผลิต)
  • ผู้ดัดแปลงโทรศัพท์มือถือ กลุ่มนี้จะเป็นลักษณะที่นำเอาโทรศัพท์มือถือในท้องตลาดที่มีอยู่ มาผ่านกระบวนการบางอย่าง (เช่น ชุบทอง หรือใส่อัญมณี) เพื่อทำให้โทรศัพท์เหล่านั้นมีราคาที่แพงขึ้นกว่าเดิม ส่วนมากมักจะไม่ได้ผลิตหรือออกแบบมือถือด้วยตนเอง (ตัวอย่างเช่น Goldgenie) ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้
ผู้เล่นที่ผลิตโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง หรือร่วมออกแบบโทรศัพท์และทำมาอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนไม่มากนัก ที่พอจะกล่าวถึงได้ก็มีดังต่อไปนี้
Vertu
Vertu เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างตลาดนี้ตั้งแต่แรก กำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ Frank Nuovo ระหว่างที่กำลังทำโครงการ Nokia ซีรีส์ 8800 ในปี 1995 ที่อังกฤษ และเริ่มก่อตัวอย่างจริงจังช่วงปี 1998-2000 ก่อนที่จะเปิดตัวด้วย Vertu Signature ในปี 2002 ปัจจุบันมีวางจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
จุดขายของ Vertu อยู่ที่การเป็นโทรศัพท์ที่ประกอบด้วยมือแบบเดียวกับนาฬิกาที่ประกอบจากมือใน ประเทศสวิส (เช่น Hublot) กลไกภายใน (เช่นปุ่มกดที่ทำจากทับทิม ซึ่ง Vertu อ้างว่าทนทานกว่า) วัสดุที่หรูกว่า (ใช้หนังแท้) เสียงเรียกเข้าที่เล่นโดยวงดุริยางค์กรุงลอนดอน รวมถึงการบริการเลขาส่วนตัวที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดหาสินค้าและบริการต่างๆ
ราคาของ Vertu เริ่มต้นที่ประมาณ 200,000 บาท จนไปจบที่หลักล้าน
Mobiado
Mobiado เป็นผู้เล่นรายที่สองต่อจาก Vertu ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 ที่ประเทศแคนาดา โดยออกแบบโทรศัพท์ด้วยตนเอง รวมถึงซอฟต์แวร์ภายในที่ปรับแต่งเอง แต่ใช้บอร์ดภายในที่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ผลิตรายอื่น (เช่น Nokia)
สิ่งที่ Mobiado เน้นคือเรื่องของวัสดุและการออกแบบ โดยล่าสุด Mobiado ได้ออกรุ่นที่ให้ศิลปินของบริษัท ลงสีจริงบนตัวเครื่องด้วยในชื่อซีรีส์ Professional 3 DC รวมถึงความแม่นยำของการผลิตที่เกิดจากการใช้เครื่องผลิตแบบ CNC ที่เป็นเครื่องจักรในการใช้ผลิตหรือขึ้นรูปชิ้นงานที่เป็นโลหะ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์
ปัจจุบัน Mobiado มีจำหน่ายอยู่ในหลายทวีปทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเวียดนาม สำหรับประเทศไทยยังไม่มีปรากฏวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการชัดเจน
ราคาของ Mobiado เริ่มต้นที่ประมาณ 60,000 บาท จนไปจบที่หลักล้านสำหรับรุ่นที่หายากและมีจำนวนการผลิตที่น้อย
TAG Heuer
หนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่หันมาผลิตโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ปี 2008 โดยร่วมมือกับบริษัท ModeLabs ที่เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในประเทศฝรั่งเศส ผลิตโทรศัพท์ที่เป็นฟีเจอร์โฟนสำหรับตลาดหรูในชื่อ Meridiist และสมาร์ทโฟนในชื่อ LINK และ Racer (ตามชื่อรุ่นของนาฬิกา)
จุดขายของ TAG Heuer อยู่ที่การออกแบบ วัสดุ นวัตกรรม (เช่น Meridiist Infinite โทรศัพท์ชาร์จตัวเองได้จากพลังงานแสงอาทิตย์) และแบรนด์ที่เข้มแข็งจากตลาดนาฬิกาหรู โดยปัจจุบัน TAG Heuer จำหน่ายทั่วโลกผ่านร้านค้าของ TAG Heuer ที่ตั้งอยู่ตามประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย
ราคาของ TAG Heuer เริ่มต้นที่ประมาณ 100,000 บาท ไปจบที่ประมาณแสนกลาง (ประมาณ 400,000 บาท) สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนทั้งหมด

Gresso

Gresso เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมจากสหรัฐอเมริกา โดยเน้นทำตลาดสำหรับโทรศัพท์มือถือในกลุ่มประเทศรัสเซียและอดีตสหภาพโซเวียต ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2006 พร้อมกับโทรศัพท์มือถือฟีเจอร์โฟนที่ทำจากไม้ African Blackwood และทองคำ อย่างไรก็ตามประวัติของ Gresso ถือว่าไม่ชัดเจนมากที่สุด เพราะในตอนเปิดตัวปี 2006 นั้น ช่องทางเดียวที่จะติดต่อได้คือผ่านอีเมลเท่านั้น
ข้อเด่นของ Gresso คล้ายกับ Mobiado คือการออกแบบโทรศัพท์ตัวเอง เลือกใช้วัสดุที่หายากหรือมีราคาสูง ประกอบด้วยมือ รวมไปถึงการปรับแต่งซอฟต์แวร์ด้วย แต่จัดหาวัสดุที่เป็นส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทอื่นแทน
ปัจจุบัน Gresso มีทั้งสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน (ไม่นับรวมเคส) ราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท ไปจนถึงแสนต้นๆ สำหรับ Radical ที่เป็นสมาร์ทโฟนของบริษัท

Porsche Design

Porsche Design เป็นบริษัทลูกของ Porsche AG บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรูจากเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2003 อันเป็นผลจากการรวมกันของบรรดาสินค้าที่เป็นอุปกรณ์เสริมและเครื่องประดับ ของ Porsche เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา แว่นตา เป็นต้น
Porsche Design เริ่มทำตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกับโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่ปี 2008 (พร้อมๆ กับ TAG Heuer) ในหมวดสินค้า P’9000 แรกเริ่มจับมือกับ Sagem หนึ่งในผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในเวลานั้น ผลิตฟีเจอร์โฟนออกมาสองรุ่น คือ P’9521 ที่เป็นโทรศัพท์แบบฝาพับ และ P’9522 ที่เป็นโทรศัพท์ทรงแท่ง (candy bar) ก่อนที่จะหันไปจับมือกับ BlackBerry ออกโทรศัพท์มือถือรุ่น P’9981 ในปี 2011 (ดัดแปลงมาจาก Bold 9900) และ P’9982 (ดัดแปลงมาจาก Z10) ในปี 2013
จุดเด่นของ Porsche Design อยู่ที่เรื่องของการออกแบบเป็นหลัก ซึ่งถึงแม้ว่าจะใช้วัสดุที่ดีกว่าโทรศัพท์มือถืออื่นในท้องตลาด แต่ก็ไม่ได้ดีมากแบบก้าวกระโดดแต่อย่างไรเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ราคาของโทรศัพท์ Porsche Design มีราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าคู่แข่ง (ประมาณ 60,000 - 70,000 บาท)

Savelli

Savelli ถือเป็นหนึ่งในรายล่าสุดที่เข้ามาสู่ตลาดของสมาร์ทโฟนมือถือหรู ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้ง Alessandro Savelli ซึ่งมาจากตระกูลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับ โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งคือ Ketty Pucci-Sisti Maisonrouge เจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น ผู้เป็นเจ้าของ KM&Co. ที่เป็นบริษัทช่วยเหลือด้านเงินทุนและคำปรึกษาแก่สตาร์ทอัพในตลาดของสินค้า หรู ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2013
จุดเด่นของ Savelli อยู่ที่การเป็นโทรศัพท์มือถือหรูที่ออกแบบมาเพื่อ “ผู้หญิง” โดยเฉพาะ ลักษณะของโทรศัพท์มือถือจึงออกแบบมาด้วยรูปแบบที่โค้งมน ผิดจากโทรศัพท์มือถือหรูในตลาดแบรนด์อื่นๆ นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องของการใช้วัสดุที่หรูหรา
อย่างไรก็ดี Savelli ยังคงวางจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศแถบยุโรป และยังไม่มีแผนวางจำหน่ายนอกเหนือจากยุโรปในขณะนี้ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่หลักแสนขึ้นไป และไปจบที่หลักสิบล้านในรุ่นพิเศษ
และนี่ถือเป็นภาพรวมของผู้เล่นรายต่างๆ ของตลาดมือถือหรูนะครับ ผมจะทยอยคัดเลือกบริษัทหรือผู้ผลิตที่น่าสนใจเหล่านี้มานำเสนอในอนาคตต่อไป ถ้าหากมีเวลาและโอกาสครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

4G เจ้าไหนดี?? พบกับผลการทดสอบ 4G LTE

4G เจ้าไหนดี?? พบกับผลการทดสอบ 4G LTE ในอเมริกา
          เว็บไซท์ CNET ได้ทำการทดสอบ 4G LTE ของผู้ให้บริการสี่เจ้าดังของอเมริกาคือ AT&T, Verizon, Sprint และ T-Mobile บนโทรศัพท์ LG G3 จากสภาพแวดล้อมเดียวกัน
          โดยการทดสอบนั้นประกอบไปด้วยการใช้แอพพลิเคชันทดสอบความเร็ว Speedtest.net เพื่อดูความเร็วเฉลี่ย การ ดาว์นโหลดไฟล์ทั้งแอพพลิเคชัน ภาพยนตร์ เพื่อดูระยะเวลาที่ใช้ทั้งหมด และ การทดสอบเข้าเว็บไซท์เพื่อดูระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บ โดยการทดสอบนั้นทำจากที่เดียวกัน เวลาช่วงเดียวกัน โดยการทดสอบทำอย่างละ 5 ครั้งเพื่อหาเวลาเฉลี่ย และเครื่องที่ใช้ทดสอบ ได้ทำการลบข้อมูล รีเซตเครื่องก่อนนำมาทดสอบเพื่อให้เหมือนเครื่องใหม่ที่สุด
โดยผลการทดสอบได้ออกมาดังนี้
เห็นความเร็วอย่างนี้ ใครที่จะไปใช้งาน 4G LTE ที่สหรัฐอเมริกา คงนำไปใช้ตัดสินใจเลือกค่ายมือถือกันได้ ส่วนในประเทศไทยก็หวังว่าเร็วๆนี้เราจะได้มีโอกาสทดสอบอย่างนี้บ้างเนอะ
ที่มา CNET
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บรรยากาศทริปถ่ายภาพสุดมันส์ OPPO Find7 Find more Photohunting

บรรยากาศทริปถ่ายภาพสุดมันส์  Find7 Find more Photohunting
OPPO ร่วมกับ  Photo Hut Group ได้คัดเลือกช่างภาพจากกิจกรรม Photohunting จำนวน 100 ท่านไปร่วมทริปถ่ายภาพ ทริป OPPO Find7 Find more Photohunting เมื่อวันที่ 19-20 กรกฏาคมที่ผ่านมา
โดยกิจกรรมนี้ทาง OPPO และ Photo Hut Group ได้พาผู้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ด้วยสมาร์ทโฟน OPPO Find 7 เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพของกล้องว่าสามารถถ่ายภาพในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งการถ่ายภาพในที่แสงน้อย, ถ่ายภาพที่มีความคมชัดสูง หรือการถ่ายแสงไฟที่สวยงาม โดยมีตัวอย่างการถ่ายภาพ เช่น
1.     ทดสอบการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยที่ถ้ำเขาหลวง
2.     ทดสอบถ่ายภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสดใสที่ Santorini Park
3.     ทดสอบการถ่ายภาพทิวทัศน์ทั่วไปที่ Valencia หัวหิน
4.     เดินทางไปที่พักที่ Springfield @Sea Resort ชะอำเพื่อถ่ายภาพนางแบบสุด Sexy กลางสระว่ายน้ำ
5.     ทดสอบระบบ Slow Shutter ด้วยการถ่ายภาพการแสดงการควงไฟเวลากลางคืน
และหลังจากสิ้นสุดกิจกรรมก็ให้ผู้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกปริ้นภาพที่ตัวเองมั่นใจเพื่อส่งเข้าประกวดและให้คณะกรรมการผู้ทรงเกียรติจาก OPPO และ  Photo Hut Group ร่วมกันตัดสินซึ่งได้ผลออกมาดังนี้
รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 คุณดวงพร ธีรกุลวานิช
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 คุณทศพร สโรภาพ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คุณชวลิต เก้าวงศ์วาน
รางวัลชมเชย 5 รางวัล
คุณกัมพล คุ้มวงษ์
คุณภูมิพัฒน์ ลิ้มสมบัติตระการ
คุณสิริสุข จำปาทิพย์
 
คุณกฤษณะ เสนนอก
คุณรณชัย ปาลาศ
ซึ่งกิจกรรรมทั้งหมดก็เป็นไปอย่างสนุกสนานพร้อมทั้งยังได้เห็นประสิทธิภาพของกล้องจาก Find 7  ที่ผู้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกได้ถ่ายภาพมาอย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะการไหนๆ ซึ่งถ้าใครสนใจ OPPO Find 7 ที่มีราคา 19,990 บาท ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของผ่าน OPPO Shop และร้านจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนชั้นนำทั่วประเทศ

ที่มา: thaizones-hitech

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โพสต์แบบไหนที่ไม่มีใครอยากอ่าน!!

โพสต์แบบไหนที่ไม่มีใครอยากอ่าน!!
ถึงเราจะคุ้นเคยกับ Social Network มาหลายปีแต่ยังมีกรณีศึกษาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุที่ต้องขึ้นเวทีเสวนาเรื่องนี้เป็นประจำ เลยขอเอา 10 ข้อคิดก่อน โพสต์พลีชีพ มาฝากครับ
     1. สวนกระแสอยากดัง ระวังดับกลางอากาศ ตัวอย่างจากกรณีน้องแก้มที่สังคมกำลังโศกเศร้า แต่ดันไปถามว่า น้องเค้าแต่งตัวโป๊มั้ย อ่อยผู้ชายรึเปล่า คอมเมนต์แบบนี้โดนประนามทั่วสารทิศจนต้องปิด account หนีไปหลายรายแล้วครับ
     2. นินทาเจ้านาย ถึงจะฉลาดพอที่จะตั้งค่าเอาไว้ไม่ให้นายเห็น แต่รับรองว่าเพื่อนตัวดีแอบเก็บหน้าจอเอาไว้เรียบร้อยพร้อมส่งถึงมือเจ้านายในวันประเมินผลแน่นอนเพราะไม่มีอะไรดีไปกว่าการตัดกำลังคู่แข่งทีเผลอแบบนี้
     3. โพสต์อวดรู้ คนดังหลายๆ คน เคยดับมาแล้วเมื่อโพสต์อะไรที่บ่งบอกถึงความฉลาด (น้อย) เช่นยืนยันกับคนอื่นๆ ว่าไททานิคเป็นแค่หนังไม่เคยมีเรื่องจริงเกิดขึ้น หรือสุขสันต์วันเกิดครบรอบ 2014 ปีของโลกใบนี้ (ทำไปได้...)
     4. ขยันส่งข่าวลือ ไม่ว่าจะเป็นกินวิตามินซีกับกุ้งแล้วจะตายทันที หรือโค้กกัดกระเพาะคนตายเพราะมีกรดรุนแรงขนาดล้างห้องน้ำได้ ฯลฯ อันนี้ก็โดน unfriend ไปหลายคนเพราะน่ารำคาญครับ
     5. โพสต์ลั้ลลาในวันลาป่วย เช่นถ่ายรูปแพลงกิ้งบนยอดเขา รับรองว่าคุณงานเข้าแน่ถ้าคนในบริษัทมาเห็นเข้า เพราะเป็นกรณีไล่ออกมาแล้วหลายที่ครับ
     6. ฟ้องกระจายไม่อายชาวโลก ตกเครื่องบินเพราะไปสายก็เอามาโพสต์ด่าสายการบิน อันนี้เงิบมาแล้วหลายคนเพราะชาวประชาเข้าใจดีครับกฏการบินเขาเป็นอย่างไร
     7. อ้อนวอนขอไลค์ ขอความเห็นใจช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก กดไลค์ยิ่งมากยิ่งได้บริจาคเยอะ (ใครให้ก็ไม่รู้) อย่าเอาความน่าสงสารมาเรียกคะแนนให้ตัวเองเลยครับ
     8. ปัญหาภายในบ้าน แม่ทะเลาะกับน้า อาเป็นเกย์ ฯลฯ บางเรื่องเอามาปรึกษากันได้ แต่บางเรื่องมันชวนอึดอัดนะครับ แค่รู้ในบ้านก็พอ
     9. เกรียนไม่เลือกที่ โพสต์ระรานบนหน้า wall ของคนอื่น อันนี้ไม่ต้องพูดมากครับ เสียมารยาทอย่างร้ายแรง แต่มีให้เห็นเป็นประจำ
     10. พิมพ์ผิด ชีวิตเปลี่ยน... จะชมสาวฝรั่งว่า Nice Dimple (ลักยิ้มสวยจัง) ดันพิมพ์เป็น Nipple (หัวนมสวยจัง) อันนี้นอกจากติดเรทแล้วยังโดน block ตลอดชีพไปอีก ต้องตรวจก่อนโพสต์เสมอครับ
เครดิต : ปฐม ARiP
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เคล็ด (ไม่) ลับ ในการเลือกซื้อแท็บเล็ต แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา

เคล็ด (ไม่) ลับ ในการเลือกซื้อแท็บเล็ต แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา
ปัญหาการเลือกซื้อ แท็บเล็ต () ก็เหมือนกับการเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ ครับ เพราะจะเกิดคำถามเดียวกันว่าควรจะซื้อรุ่นไหนมาใช้งานดี ถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด
ซึ่งปัจจุบัน มีแท็บเล็ตออกมาให้เลือกซื้อกันอย่างมากมาย ด้วยสเปค และราคาที่ต่างกันไป อีกทั้ง ยังมีให้เลือกถึง 3 ระบบปฏิบัติการด้วยกัน ได้แก่ iOS อย่าง iPad, Android และ Windows Phone มาดูกันครับว่า หลักในการเลือกซื้อ แท็บเล็ต มีปัจจัยอะไรบ้าง
ซื้อแท็บเล็ตไปเพื่ออะไร?
แม้ว่าปัจจุบัน กระแสของแท็บเล็ต จะเริ่มเข้ามาแทนที่ โน้ตบุ๊ค หรือ แล็ปท็อป กันบ้างแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า ในบางครั้ง แท็บเล็ต ยังไม่สามารถแทนที่ โน้ตบุ๊ค ได้ 100% แม้ว่า แท็บเล็ต จะสามารถพกพาได้อย่างคล่องตัวกว่า แต่ถ้าพูดในแง่ของการใช้งานจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องของงานเอกสาร การทำผ่าน โน้ตบุ๊ค น่าจะสะดวกกว่ามาก เพราะมีฟังก์ชันให้ใช้งานมากกว่า แต่ถ้าหากพูดในแง่ของ Media Consumption หรือการใช้งานเพื่อความบันเทิง เช่น อ่านเว็บไซต์, เล่นเกม, ดูหนัง, ฟังเพลง ถือว่า ในจุดนี้ แท็บเล็ต ตอบโจทย์ได้มากทีเดียว บวกกับคุณสมบัติในการพกพาได้ง่ายแล้ว น่าจะทำให้เป็นจุดที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี หลายๆ ท่านซื้อ แท็บเล็ต เพราะตามกระแส ไม่สนใจว่า สเปคเป็นอย่างไร ขอแค่มี และราคาถูก สุดท้าย ก็กลายเป็นที่ทับกระดาษดีๆ เนื่องจากใช้งานไม่คุ้มเท่าที่ควร ฉะนั้น ควรจะต้องตอบคำถามตัวเองก่อนว่า อยากได้ แท็บเล็ต ไปใช้งานด้านไหนกันแน่
เลือกระบบปฏิบัติการที่ถูกใจ
คงจะเคยได้ยินกันมาบ้างใช่หรือไม่ครับว่า iOS เสถียรกว่า Android หรือ Android ดีกว่า iOS จริงๆ แล้ว ระบบปฏิบัติการใด จะดีที่สุด อยู่ที่ตัวผู้ใช้งานเป็นหลักมากกว่า หลายๆ ท่านที่เลือก iOS ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ มีแอปพลิเคชันให้เลือกใช้มากมาย ส่วนท่านที่เลือก Android เพราะชอบการปรับแต่ง มี Widget ให้เลือกใช้ หรือจะเป็น Windows 8 ที่เน้นใช้งานเอกสารพวก Office จะสะดวกกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีระบบปฏิบัติการไหนดีที่สุด อยู่ที่ตัวผู้ซื้อเองว่า ชอบอะไรครับ
ขนาดหน้าจอ และความจุในตัวเครื่อง
ปัจจุบัน แท็บเล็ต มีขนาดหน้าจอให้เลือกตั้งแต่ 7-11 นิ้ว ยิ่งเลือกหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น แม้จะได้พื้นที่ในการใช้งานมากขึ้นก็จริง แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากขึ้นกว่ารุ่นหน้าจอเล็ก และทำให้การพกพาลำบากขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งวิธีการเลือกซื้อว่า ขนาดหน้าจอเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของเรา ง่ายๆ ครับ แค่ไปทดลองเล่นด้วยตัวเอง ตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายต่างๆ เพื่อให้เบื้องต้น สามารถรับรู้ได้ว่า เมื่อหยิบจับมาแล้ว รู้สึกอย่างไร
ส่วนอีกเรื่องที่ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญต่อการเลือกซื้อ แท็บเล็ต ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ความจุในตัวเครื่อง ปัจจุบัน แท็บเล็ต มีให้เลือกตั้งแต่ 8 GB ไปจนถึง 128 GB ซึ่งบางรุ่น สามารถใส่หน่วยความจำภายนอกแบบ microSD card ได้ด้วย ฉะนั้น ผู้ใช้งานจะต้องรู้ใจตัวเองก่อนว่า เป็นคนที่ใช้งานในระดับไหน ชอบลงแอปพลิเคชันเยอะ ลงเกมเยอะๆ มีรูปเยอะ ดูหนัง ฟังเพลง ก็จัดไปเลย 32 GB หรือ 64 GB แต่ถ้าหากเล่นแบบ แอปฯ นิดๆ เกมหน่อยๆ แค่ 16 GB ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่สำหรับ Android tablet บางรุ่น ที่เพิ่ม microSD card ได้ ให้ซื้อรุ่นความจุ 16 GB เนื่องจากราคาถูกกว่า แต่ซื้อ microSD card มาใส่เพิ่มทีหลัง จะช่วยประหยัดเงินไปได้มาก แต่สำหรับ iPad จะต้องเลือกให้เหมาะสมตั้งแต่แรก เพราะไม่สามารถเพิ่ม microSD card ได้ครับ
ซื้อแค่รุ่นรองรับ Wi-Fi หรือรองรับ 3G ดี?
แท็บเล็ตที่รองรับได้ทั้ง Wi-Fi และ 3G ในตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องพกพา แท็บเล็ต ไปใช้งานนอกบ้านอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าหากเล่น แท็บเล็ต เฉพาะในบ้าน การเลือกซื้อ แท็บเล็ต ที่รองรับ Wi-Fi เพียงอย่างเดียว น่าจะตอบโจทย์มากกว่า อีกทั้งราคายังถูกกว่ารุ่นที่รองรับทั้ง Wi-Fi + 3G อีกด้วย
และข้างต้นนี้ คือปัจจัยหลักๆ สำหรับการเลือกซื้อ แท็บเล็ต มาใช้งานสักรุ่น ซึ่งประเด็นสำคัญในการเลือกซื้อ อยู่ที่ผู้ใช้เป็นหลักครับว่า ต้องการแท็บเล็ตมาใช้งานประเภทใด รวมไปถึงงบประมาณในกระเป๋าด้วย รุ่นที่สเปคแรง ย่อมมีราคาที่แพงเป็นธรรมดา แต่ในบางครั้ง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แท็บเล็ตสเปคแรงเสมอไปก็ได้ครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com